ประเภทบริการ : ตรวจการได้ยิน
สถานที่ : กรุงเทพ
หน่วยงาน : คลินิกเอกชน
คะแนนกูเกิลรีวิว : -/5
คะแนนเฟสบุ๊ครีวิว : -/5
เว็บไซส์ : เยี่ยมชม
โทร : +6627136231
เวลาให้บริการ
  • จันทร์ :09:00-17:00
  • อังคาร :09:00-17:00
  • พุธ :09:00-17:00
  • พฤหัสบดี :09:00-17:00
  • ศุกร์ :09:00-17:00
  • เสาร์ :09:00-17:00
  • อาทิตย์ :09:00-17:00

คลินิก หู คอ จมูก และเครื่องช่วยฟัง ให้บริการตรวจการได้ยิน ตั้งอยู่ที่เอกมัย กรุงเทพ และขยายสาขาไปในโรงพยาบาล คลินิก ศูนย์เครื่องช่วยฟัง ทั้งในกรุงเทพฯ และ ต่างจังหวัดทั่วประเทศ ได้เปิดดำเนินการมากว่า 15 ปี ให้บริการตรวจสอบหูและการได้ยิน จำหน่ายเครื่องช่วยฟังในรูปแบบต่างๆ ยินดีให้คำปรึกษา และทดลองใส่หรือเลือกรุ่นที่เหมาะสม ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และทีมงานที่ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี

การตรวจการได้ยิน

ชื่ออื่นๆ : การตรวจสมรรถภาพการได้ยิน, การตรวจระดับการได้ยิน, การทดสอบการได้ยิน  

การตรวจการได้ยินคืออะไร ทำไมต้องมีการตรวจการได้ยิน?

การตรวจการได้ยินเป็นการตรวจการได้ยินเสียงที่ความถี่ต่างๆ   ตั้งแต่ระดับความถี่ของเสียงสนทนาไปจนถึงเสียงของเครื่องจักร ซึ่งนับเป็นความถี่เสียงที่ไม่ได้ยินกันในชีวิตประจำวัน หรือผู้ที่ไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงจะไม่ได้มีโอกาสสัมผัส ในการตรวจจะนำข้อมูลไปสร้างเป็นกราฟ เรียกว่า ออดิโอแกรม ซึ่งเมื่อแปลผลแล้วจะทำให้ทราบว่าผู้ที่ได้รับการตรวจมีสมรรถภาพการได้ยินเป็นอย่างไร ทั้งนี้เพื่อเฝ้าระวังว่าผู้ที่ได้รับการตรวจมีการสูญเสียสมรรถภาพการได้ยินจากการทำงานหรือไม่ นอกจากนี้ยังเป็นการตรวจเพื่อค้นหาผู้ที่มีความผิดปกติในการได้ยินในระดับที่เป็นมาก เช่น หูตึงมาก หรือหูตึง รุนแรง เพื่อช่วยในการรักษา ตลอดจนดูแลให้ใช้เครื่องช่วยการได้ยิน เพื่อจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป  

จะเกิดอะไรขึ้นขณะทำการตรวจการได้ยิน

ในการตรวจการได้ยินจะแบ่งการดำเนินการออกเป็นสองส่วนหลักๆ คือ การตรวจหูและการประเมินการได้ยิน และ การตรวจหาระดับการได้ยิน

  • การตรวจหูและการประเมินการได้ยิน

1) การตรวจโดยใช้โอโตสโคป เพื่อดูสภาพภายในช่องหูชั้นนอกและเงาของช่องหูชั้นกลาง และตรวจดูสภาวะการอักเสบภายใน 2) การตรวจการได้ยินโดยใช้ส้อมเสียง เพื่อทดสอบการได้ยินอย่างคร่าวๆ วิธีนี้สามารรับทราบผลได้อย่างรวดเร็ว 3) การตรวจการได้ยินด้วยเครื่องเอาดิโอเมเทอร์ เป็นการตรวจวัดระดับความดังเสียงต่ำสุดที่ผู้เข้ารับการตรวจสามารถได้ยินที่ความถี่ต่างๆ

  • การตรวจหาระดับการได้ยิน แบ่งออกเป็นสามวิธีหลักๆ คือ
  1. Routine Audiometry เป็นการทดสอบที่ทำเป็นประจำในคลินิคเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือติดตามผลการรักษา แบ่งย่อยได้เป็น

1.1 Puretone Air Conduction (AC) คือการตรวจวัดการได้ยินโดยการนำเสียงทางอากาศ 1.2 Puretone Bone Conduction (BC) คือการตรวจวัดการได้ยินโดยการนำเสียงทางกระดูก 1.3 Speech Audiometry คือการวัดการได้ยินโดยใช้คำพูด

  1. Masking Audiometry คือการวัดการได้ยินเสียงโดยวิธีที่ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยไม่ให้เสียงที่ตรวจในหูข้างหนึ่งข้ามกระโหลกศรีษะมายังหูอีกข้างหนึ่ง กระทำโดยใช้เสียงรบกวนปล่อยเข้าไปรบกวนหูด้านที่ดีขณะที่กำลังตรวจวัดหูอีกข้างหนึ่ง
  2. Special Audiometer เป็นการทดสอบพิเศษนอกเหนือไปจากการทดสอบประจำในคลินิกเพื่อหาโรคหรือความผิดปกติของหู

 

ผลการตรวจการได้ยิน

ผลของการตรวจจะอาศัยการแปลผลจากกราฟ โดยจะผลการตรวจจะมี 2 ส่วน คือ 1. ระดับการได้ยิน  2. มีความผิดปกติในช่วงคลื่นเสียงความถี่สูงหรือต่ำร่วมด้วยหรือไม่ ผลการตรวจจะแบ่งเป็นระดับดังนี้ ผู้ที่มีอาการหูตึง ในกรณีที่มีอาการหูตึงเล็กน้อยถึงปานกลางอาจทำให้ท่านเสียบุคลิกได้บ้าง ดังนั้นจึงควรใส่เครื่องป้องกันทุกครั้งที่เข้าสู่ที่บริเวณที่มีเสียงดัง และหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีพิษต่อระบบประสาทหู สำหรับผู้ที่มีหูตึงในระดับมากหรือรุนแรงควรเข้ารับการปรึกษาแพทย์ทางหู-คอ-จมูก เพื่อพิจารณาว่ามีความจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยการได้ยินหรือไม่ ผู้ที่มีระดับการได้ยินปกติแต่มีความผิดปกติของการได้ยินที่ความถี่สูง/ต่ำร่วมด้วย ในกรณีนี้การได้ยินของท่านเป็นนั้นปกติดี ท่านสามารถพูดคุยสื่อสารในชีวิตประจำวันได้อย่างปกติแต่ระดับการได้ยินของท่านนั้นเริ่มมีการสูญเสียที่ความถี่สูง (หรือต่ำ) ซึ่งไม่ใช่เสียงที่คนเราพูดคุยกัน โดยส่วนมากมักเป็นเสียงเครื่องจักร โลหะ เสียงนาฬิกา เป็นต้น สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากได้รับเสียงดังๆเป็นเวลานาน  

ข้อควรรู้ก่อนทำการตรวจการได้ยิน

กลุ่มคนที่ควรได้รับการตรวจสมรรถภาพการได้ยิน

  1. ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน
  2. ผู้ที่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับหู เช่น มีเสียงรบกวนในหู เวียนศีรษะ บ้านหมุน หน้าเบี้ยว
  3. ผู้ที่มีอาการบาดเจ็บบริเวณหูและศีรษะ ร่วมกับมีการสูญเสียการได้ยิน
  4. ผู้ที่ใช้ยากลุ่มที่อาจทำลายประสาทหู
  5. ผู้ที่ทำงานในที่ที่มีเสียงดัง หรือ ผู้ที่ได้รับการกระทบกระเทือนจากเสียงดัง
  6. ผู้ที่มีประวัติหูตึง หรือหูหนวกที่เป็นกรรมพันธุ์
  7. ผู้ที่ต้องการใส่เครื่องช่วยฟัง
  8. เด็กที่พูดช้า พูดผิดปกติ หรือ มีปัญหาการเรียนรู้

 

จะต้องทำอย่างไรหากสูญเสียการได้ยิน

เมื่อสูญเสียระดับการได้ยินไปแล้ว จะไม่สามารถแก้ไขให้กลับมาดีดังเดิมได้ วีที่ดีที่สุดก็คือการป้องกันไม่ให้เป็นมากไปกว่าเดิม นั่นก็คือการใส่เครื่องป้องกันเสียงดังทุกครั้งเมื่อต้องเข้าสู่บริเวณที่มีเสียงดัง และปฏิบัติตามกฏแห่งความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

บริการ
ตรวจการได้ยิน
เครื่องช่วยฟังชนิดทัดหลังหู
เครื่องช่วยฟังชนิดทัดหลังหูแบบ Open-fit
เครื่องช่วยฟังชนิดใส่ในช่องหู
เครื่องช่วยฟังชนิดใส่ในช่องหูทั้งชิ้น
เครื่องช่วยฟังชนิดใส่ในหูเต็มใบหู
ThailandClinics.com
รีวิว
ตอนนี้ยังไม่มีรีวิว คุณลองรีวิวเป็นคนแรกดูสิ
ออกจากรีวิว
คุณจะต้องมี เพื่อที่จะโพสต์รีวิว
บริการอื่นที่เกี่ยวข้อง